top of page

กฎระเบียบเกี่ยวกับการจดบันทึกข้อมูลฟาร์ม (Farm Record Keeping) ในประเทศต่าง ๆ

ประเทศคู่ค้าสำคัญของไทย 6 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และจีน ต่างมีกฎระเบียบเกี่ยวกับการจดบันทึกข้อมูลฟาร์ม (Farm Record Keeping) ซึ่งมีความเข้มงวดและวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันไป แต่โดยรวมแล้ว ทุกประเทศต่างเน้นไปที่ความปลอดภัยทางอาหาร (Food Safety) ความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) และการรักษาสิ่งแวดล้อม ดังนี้ครับ

​

1. สหรัฐอเมริกา (USA)

กฎระเบียบถูกควบคุมโดยกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ (USDA) และองค์การอาหารและยา (FDA) โดยมีข้อกำหนดหลักดังนี้:

  • การใช้สารเคมีปราบศัตรูพืช (Pesticide Recordkeeping): ภายใต้กฎหมาย 1990 Farm Bill (7 CFR 110) เกษตรกรที่ใช้สารเคมีควบคุมพิเศษ (Restricted Use Pesticides - RUP) ต้องจดบันทึกภายใน 14 วันหลังใช้งาน และเก็บรักษาข้อมูลไว้อย่างน้อย 2 ปี โดยต้องระบุชื่อสารเคมี, เลขทะเบียน EPA, วันเวลา, พิกัดแปลง, พืชที่ฉีดพ่น, และปริมาณที่ใช้ 

  • ความปลอดภัยอาหาร (FSMA): กฎหมายปรับปรุงความปลอดภัยทางอาหาร (Food Safety Modernization Act) บังคับให้ฟาร์มผักและผลไม้สดต้องจดบันทึกด้านสุขอนามัย แหล่งน้ำที่ใช้ และประวัติการฝึกอบรมแรงงาน

  • เกษตรอินทรีย์ (Organic): ฟาร์มที่ขอตรา USDA Organic ต้องมีแผนระบบอินทรีย์ (Organic System Plan) และบันทึกประวัติการซื้อเมล็ดพันธุ์ การจัดการดิน และสารปรับปรุงดินย้อนหลังอย่างละเอียด 

 

2. สหภาพยุโรป (European Union - EU)

ยุโรปเป็นภูมิภาคที่มีการบังคับใช้กฎหมายด้านดิจิทัลและการบันทึกข้อมูลฟาร์มที่เข้มงวดที่สุดผ่านนโยบาย Farm to Fork:

  • การบันทึกข้อมูลพ่นยาแบบดิจิทัล (Digital Spray Records): ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2027 เป็นต้นไป ภายใต้ข้อกำหนดร่วม Regulation (EC) No 1107/2009 ทุกฟาร์มใน EU ถูกบังคับทางกฎหมายให้จดบันทึกการใช้สารอารักขาพืชในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Records) เท่านั้น ข้อมูลต้องเชื่อมโยงกับระบบพิกัดดาวเทียม (Geospatial) ของแปลงระบุรหัสพืชและศัตรูพืชตามมาตรฐาน EPPO/BBCH และต้องอัปเดตข้อมูลภายใน 30 วัน 

  • ความปลอดภัยของอาหารและอาหารสัตว์ (Food & Feed Hygiene): ตามกฎระเบียบ EC Regulation 852/2004 ฟาร์มปศุสัตว์และพืชต้องบันทึกข้อมูลประวัติการใช้ยาสัตว์ แหล่งที่มาของอาหารสัตว์ และมาตรการควบคุมความปลอดภัยทางชีวภาพเพื่อการตรวจสอบย้อนกลับ (Cross-compliance) 

 

3. ญี่ปุ่น (Japan)

เน้นการขับเคลื่อนผ่านระบบมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) ซึ่งได้รับการสนับสนุนและกำกับดูแลโดยกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมง (MAFF): 

  • การบันทึกกิจกรรมประจำวันเพื่อระบบตรวจสอบย้อนกลับ: ญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับวงจร PDCA (Plan-Do-Check-Action) มาตรฐานระดับประเทศอย่าง JGAP และ ASIAGAP กำหนดว่าฟาร์มต้องจดบันทึกประวัติการทำงานประจำวัน, ประวัติการใช้ปุ๋ย สารเคมี, แหล่งที่มาของน้ำ, และบันทึกการขนส่งสินค้า 

  • ความเข้มงวดในการตรวจประเมิน: การได้ใบรับรองฟาร์ม เกษตรกรต้องผ่านเกณฑ์หลัก (Major Musts) 100% ซึ่งหนึ่งในนั้นคือความสมบูรณ์และถูกต้องของเอกสารบันทึกข้อมูลฟาร์มที่ต้องเก็บไว้เพื่อรับการตรวจสอบประจำปี 

 

4. ออสเตรเลีย (Australia)

การจดบันทึกข้อมูลในออสเตรเลียผูกพันธ์กับกฎหมายความปลอดภัยทางชีวภาพ และระบบประกันคุณภาพตลาด:

  • ระบบปศุสัตว์และการตรวจสอบย้อนกลับ (LPA & NLIS): ฟาร์มปศุสัตว์ (เนื้อแดง แกะ แพะ) ต้องปฏิบับิตามโปรแกรม Livestock Production Assurance (LPA) ซึ่งบังคับให้ต้องบันทึกประวัติการรักษาโรคสัตว์, แหล่งที่มาของอาหารสัตว์, และประวัติการเคลื่อนย้ายสัตว์ผ่านระบบฐานข้อมูล NLIS (National Livestock Identification System) 

  • ระยะเวลาการเก็บรักษา: ฟาร์มต้องเก็บเอกสารบันทึกเหล่านี้ไว้ตลอดช่วงชีวิตของสัตว์ที่อยู่ในฟาร์ม หรือไม่น้อยกว่า 7 ปีหลังจากจำหน่ายออกไป 

  • การใช้สารเคมี: แต่ละรัฐมีกฎหมายบังคับให้เกษตรกรทำ "บันทึกการพ่นสารเคมี (Spray Diaries)" ซึ่งต้องระบุความเร็วลม ทิศทางลมในขณะพ่น เพื่อป้องกันปัญหาสารเคมีฟุ้งกระจายไปยังพื้นที่ข้างเคียง (Spray Drift) 

 

5. นิวซีแลนด์ (New Zealand)

ควบคุมโดยกระทรวงอุตสาหกรรมขั้นปฐมภูมิ (MPI) มีจุดเด่นด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมและห่วงโซ่การส่งออก:

  • แผนจัดการน้ำและสิ่งแวดล้อม (Freshwater Farm Plans): กฎหมายปี 2023 บังคับให้ฟาร์มต้องมีและบันทึกข้อมูลแผนฟาร์มรักษ์น้ำ โดยต้องลงรายละเอียดแผนที่ฟาร์ม จุดเสี่ยงการปนเปื้อนทางน้ำ ประวัติการจัดการสารอาหาร/ปุ๋ย และบันทึกการปล่อยน้ำเสีย

  • โปรแกรมรับรองฟาร์ม (NZFAP): สำหรับฟาร์มแกะ โคเนื้อ และกวาง ต้องบันทึกข้อมูลการไม่ใช้สารตัดต่อพันธุกรรม (GMO) ประวัติการฉีดวัคซีน และการปฏิบัติตามหลักสวัสดิภาพสัตว์ (Animal Welfare) โดยต้องเก็บรักษาข้อมูลไว้อย่างน้อย 5 ปี

ภาษีและบัญชี: กรมสรรพากรนิวซีแลนด์ (Inland Revenue) บังคับให้ฟาร์มในฐานะธุรกิจ ต้องเก็บรักษาบันทึกรายรับ-รายจ่าย ประวัติค่าจ้างแรงงาน และธุรกรรมทางการเงินทั้งหมดไว้เป็นเวลา 7 ปี

​

6. จีน (China)

กฎหมายจีนมุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลเพื่อให้สามารถ "สืบหาต้นตอและติดตามปลายทาง" ได้ทันทีเมื่อเกิดปัญหาสุขภาพ: 

  • บันทึกการผลิตตามกฎหมาย (Agricultural Production Records): ผู้ประกอบการโรงงานแปรรูป สหกรณ์การเกษตร และองค์กรบริการสังคมทางการเกษตร จำเป็นต้องจัดทำบันทึกการผลิต ซึ่งประกอบด้วย:

    • ชื่อ ปริมาณ และระยะเวลาที่ใช้ปัจจัยการผลิต (เช่น ปุ๋ย ยาปราบศัตรูพืช)

    • ประวัติการเกิดโรคของสัตว์หรือศัตรูพืช รวมถึงวิธีกำจัด

    • วันที่เก็บเกี่ยวหรือเชือดชำแหละ

  • ข้อบังคับการเก็บข้อมูล 2 ปี: บันทึกการผลิตทั้งหมดห้ามปลอมแปลงหรือแก้ไขเด็ดขาด และต้อง เก็บรักษาไว้อย่างน้อย 2 ปี นับจากวันที่บันทึก เพื่อรองรับการเข้าตรวจค้น

  • การเชื่อมโยงข้อมูลสู่แพลตฟอร์มกลาง: มีการนำเทคโนโลยี QR Code หรือบาร์โค้ดมาใช้ในการจัดการล็อตสินค้า (Lot Tracking) เพื่อผูกข้อมูลเข้ากับ ระบบจัดการข้อมูลความปลอดภัยสินค้าเกษตรของจีน ทำให้หน่วยงานรัฐและผู้บริโภคสามารถสแกนตรวจสอบพาสปอร์ตสินค้าได้ตลอดห่วงโซ่อุปทาน

bottom of page