สุขภาพของดิน (Soil Health)

หัวใจสำคัญสู่ Green Food and Good Farm

 

ดินมีความสำคัญต่อมวลมนุษย์และสรรพสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ บนโลกเป็นอย่างมาก เพราะดินคือต้นทางของห่วงโซ่อาหารที่ทำให้เกิดเป็นระบบที่ทำให้สิ่งมีชีวิตทั้งมวลสามารถดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืน หากดินเกิดการเสื่อมสภาพ ชีวิตต่าง ๆ ทั้งที่อยู่ในดินและที่อยู่เหนือดินก็จะไม่สามารถดำรงอยู่ต่อไปได้ ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องรักษาสุขภาพของดินให้ดีอยู่เสมอ

 

ดินเป็นระบบนิเวศน์วิทยาที่มีความซับซ้อนระบบหนึ่ง เพราะดินเป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตจำนวนมากทั้งพืชและสัตว์ ซึ่งสิ่งมีชีวิตเหล่านี้มีบทบาทหน้าที่ต่าง ๆกันไปในการทำให้เกิดการหมุนเวียนของสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นองค์ประกอบของดิน ได้แก่ น้ำ อากาศ และแร่ธาตุต่าง ๆ ซึ่งมีทั้งที่เป็นสารอินทรีย์และอนินทรีย์ จนเกิดเป็นสมดุลที่ทำให้ดินสามารถสนับสนุนการดำรงชีพของสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ และการเจริญเติบโตของรากพืช (และต้นพืช) ได้อย่างยั่งยืน ซึ่งในปัจจุบัน ความสมดุลดังกล่าวนี้เป็นตัวชี้วัดถึงสุขภาพของดิน

 

โดยทั่วไป การใช้ดินในการเกษตรโดยไม่มีการบำรุงรักษาดินที่ดีพอจะมีผลทำให้สุขภาพของดินเสื่อมลงเนื่องจากการสลายตัวของสารอินทรีย์และการลดลงของแร่ธาตุอาหารต่าง ๆ ซึ่งทำให้สิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในดินไม่สามารถดำรงชีพได้ต่อไป นอกจากนั้น ยังทำให้เกิดการปลดปล่อยคาร์บอนขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ ซึ่งมีส่วนในการทำให้อุณหูมิของโลกสูงขึ้น

ดังนั้นการรักษาสุขภาพของดินจึงมีความสำคัญทั้งในแง่การรักษาสมดุลธรรมชาติของระบบนิเวศน์ของดินเองซึ่งเป็นการรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดินให้สามารถค้ำจุนการดำรงชีพของสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ และยังเป็นการป้องกันผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภิอากาศของโลกอีกด้วย

 

ลักษณะอาการของพืชที่ขาดธาตุอาหาร  


พืชต้องการธาตุอาหารสำหรับการเจริญเติบโตและออกดอกออกผลทั้งหมด 16 ชนิด ได้แก่ คาร์บอน ไฮโดรเจน ออกซิเจน ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แคลเซียม แมกนีเซียม ซัลเฟอร์ เหล็ก สังกะสี ทองแดง โมลิบดินัม โบรอน แมงกานีส และคลอรีน โดยมี ธาตุโคบอล ซิลิก้า และ
ในการเจริญเติบโตและการออกดอกออกผล พืชจำเป็นต้องใช้ธาตุอาหารต่าง ๆ เหล่านี้สังเคราะห์หรือสร้างคาร์โบไฮเดรต (แป้งและน้ำตาล) โปรตีน และ เอนไซม์ ชนิดต่าง ๆ ขึ้นมา โดยพืชได้ธาตุคาร์บอน ออกซิเจน จากอากาศ ได้ไฮโดรเจนจากน้ำ และธาตุอื่น ๆ จากแร่ธาตุต่าง ๆ ที่มีอยู่ในดิน 
ดังนั้นโดยทั่วไป ธาตุที่อาจเป็นข้อจำกัดสำหรับการเจริญเติบโตของพืช ได้แก่ น้ำ (ไฮโดรเจน) และธาตุต่าง ๆ ที่พืชได้มาจากดิน
ธาตุที่พืชได้มาจากดินสามารถแบ่งได้เป็นธาตุอาหารที่พืชต้องการในปริมาณมาก (Macronutrients) และธาตุอาหารเสริม (Micronutrients) ซึ่งพืชต้องการเพียงเล็กน้อย
ธาตุอาหารที่พืชต้องการในปริมาณมากยังแบ่งได้เป็นสองกลุ่ม ได้แก่ ธาตุอาหารหลัก (Major elements) และธาตุอาหารรอง (Minor elements)    
เกษตรกรสามารถสังเกตุการขาดธาตุอาหารแต่ละชนิดได้จากอาการบ่งชี้ที่ปรากฎบนใบและส่วนต่าง ๆ บนต้นพืชได้ การขาดธาตุอาหารที่พบบ่อยในประเทศไทย ได้แก่การขาดธาตุไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แคลเซียม แมกนีเซียม ซัลเฟอร์ เหล็ก สังกะสี และโบรอน ซึ่งพืชจะแสดงอาการ ดังนี้

 

ธาตุที่พืชต้องการในปริมาณมาก

ไนโตรเจน
•    ใบมีสีซีด เหลือง โดยใบแก่แสดงอาการก่อนเมื่อพืชเริ่มขาดธาตุไนโตรเจน และอาการจะลามไปที่ใบอ่อน
•    ใบจะมีขนาดเล็กและบางลง 
•    ใบร่วง    
•    พืชตระกูลหญ้ามีอาการปรากฏที่ปลายใบของใบล่าง ๆ ก่อน และลามไปที่โคนใบหรือตามเส้นกลางใบและเส้นใบ ก่อนจะลามไปส่วนบนของต้นพืช    
•    ลำต้นมีขนาดเล็ก กิ่งก้านสั้น ลำต้นที่มีลักษณะอวบน้ำและตามปรกติเป็นสีเขียวอาจเปลี่ยนเป็นสีแดงหรือน้ำตาล

ฟอสฟอรัส
•    ใบ ลำต้น และกิ่งก้านมีสีม่วง
•    เจริญเติบโตช้า แคระแกร็น รากและส่วนยอดของลำต้นเล็กและยืดยาว
•    ไม่แตกกอ

โพแทสเซียม        
•    ใบเป็นจุดประ สีน้ำตาล หรือมีจุดสีม่วง หรือมีลายตามเส้นใบ ใบม้วนโดยเริ่มจากใบล่าง
•    ใบล่างไหม้ที่ขอบและปลายใบ ส่วนที่ไหม้อาจหลุด ทำให้ใบมีขอบที่ไม่เรียบ
•    ใบพืชตระกูลหญ้าเริ่มไหม้จากปลายใบแล้วลามไปด้านโคนใบทางด้านขอบใบ ส่วนกลางใบยังมีสีเขียว
•    ใบร่วงก่อนกำหนด 
•    พืชล้มลุกมีลำต้นล้มก่อนโตเต็มที่ เพราะระบบรากไม่แข็งแรง
แคลเซียม
•    ใบอ่อนที่แตกใหม่ไม่ขยายและมีส่วนปลายและส่วนขอบใบตาย
•    ใบอ่อนรอบ ๆ ส่วนยอด มีแถบสีเขียวอ่อนหรือซีดจางบริเวณขอบใบ
•    ใบย่น หรือใบอ่อนไม่คลี่
•    ปลายรากตายและหลุดออก ส่วนปลายรากที่เหลืออยู่ขยายขนาดเป็นปม
แมกนีเซียม
•    สีจางลงบริเวณระหว่างเส้นใบ
•    ขอบใบเปลี่ยนเป็นสีแดงม่วง
ซัลเฟอร์
•    อาการเดียวกับการขาดไนโตรเจน แต่แสดงอาการที่ใบอ่อนก่อน