การดูแลต้นมังคุดช่วงออกดอกติดผล

28 กุมภาพันธ์ 2558

ช่วงนี้ต้นมังคุดเริ่มติดดอกแล้ว ชาวสวนจะต้องดูแลเพื่อให้มีการพัฒนาต่อไปเป็นผลที่สมบูรณ์ โดยจะต้องนำการปฏิบัติที่ดีมาใช้ในจัดการความชื้นในดิน การจัดการธาตุอาหาร และการจัดการศัตรูพืช

 

เดือนกุมภาพันธ์/มีนาคม เป็นช่วงที่มังคุดเริ่มมีดอกแล้ว ซึ่งหมายถึงว่าในช่วงที่ผ่านมาชาวสวนได้เตรียมต้นมังคุดมาเป็นอย่างดีและในช่วงเดือนที่แล้วต้นมังคุดได้ผ่านช่วงแล้งและมีการพักตัวมาอย่างเต็มที่จนชาวสวนสามารถสังเกตเห็นอาการเฉาของต้นมังคุดได้ เมื่อพร้อมและชาวสวนได้เริ่มมีการให้น้ำเพื่อกระตุ้นให้มังคุดออกดอกแล้ว ชาวสวนจะต้องจัดการความชื้นในดินให้เหมาะสมต่อเนื่องไปเพราะเป็นปัจจัยสำคัญที่มีต่อผลผลิตและคุณภาพของมังคุดที่จะเก็บเกี่ยว

 

การให้น้ำในครั้งแรกเพื่อให้มังคุดออกดอกนี้จะต้องให้น้ำปริมาณมากจนดินมีความชุ่มน้ำลงไปในชั้นดิน โดยทั่วไปจะต้องใช้น้ำตั้งแต่ 1,000 ลิตรต่อต้นขึ้นไป ขึ้นอยู่กับลักษณะการอุ้มน้ำของดินบริเวณนั้นด้วย หลังจากการให้น้ำครั้งแรก ให้เว้นระยะไปประมาณ 7 - 10 วัน แล้วให้น้ำอีกครั้งในปริมาณที่ไม่มากเหมือนครั้งแรก เพราะขณะนี้ดินมีความชื้นจากการให้น้ำครั้งแรกอยู่บ้างแล้ว และให้น้ำต่อไปทุกช่วง 7 - 10 วัน สังเกตจากปริมาณความชื้นของดินและสภาพอากาศ หลักการคือการทำดินให้ชื้นขึ้นมาหลังจากที่มีระยะแห้งยาวเพียงพอแล้ว เพื่อกระตุ้นให้มังคุดออกดอก แล้วปล่อยให้ดินแห้งลงอีกแต่ไม่แห้งจนเกินไปเหมือนในช่วงก่อนให้น้ำครั้งแรก เพื่อช่วยให้ต้นมังคุดทะยอยออกดอกมาอีกชุด แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ทิ้งดอกที่ออกมาในรอบแรก โดยทั่วไปต้นมังคุดอาจทิ้งดอกหากปล่อยให้ดินแห้งนานเกินไป หรือถ้าทิ้งให้ดินแห้งมากไปแล้วการกลับมาให้น้ำใหม่ต้นมังคุดอาจมีอาการช็อก ซึ่งถ้าดอกไม่ร่วงก็อาจจะพัฒนาได้ไม่ดี ชาวสวนควรให้น้ำและเว้นระยะในลักษณะนี้ต่อไปจนสังเกตเห็นปริมาณดอกที่เหมาะสม โดยถ้าต้องการให้ผลมีขนาดใหญ่ควรให้ต้นมังคุดมีดอกประมาณ 1 ใน 3 หรือไม่เกินครึ่งหนึงของจำนวนยอดมังคุดในทรงพุ่ม เมื่อได้ปริมาณดอกที่ชาวสวนเห็นว่าเหมาะสมแล้วจะต้องเริ่มให้น้ำทุกวัน โดยในระยะแรกให้น้ำจนดินมีความชื้นเพิ่มมากขึ้น จนต้นมังคุดเริ่มแตกยอดอ่อนแทนดอก แล้วจึงลดปริมารการให้น้ำลง แต่ยังต้องให้ทุกวันต่อไปเพื่อให้ดินมีความชื้นที่ดีอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ผลมังคุดมีการพัฒนาการและเจริญเติบโตที่ดี และการจัดการน้ำที่ดียังมีความสำคัญอย่างมากต่อการป้องกันอาการยางไหลในผลมังคุดที่เก็บเกี่ยวช้าในช่วงที่ย่างเข้าสู่ฤดูฝนแล้ว หรือมีฝนหนักลงมาในช่วงก่อนเก็บเกี่ยวอีกด้วย

 

สำหรับการใส่ปุ๋ย ชาวสวนควรให้ปุ๋ยต้นมังคุดอีกครั้งหลังจากที่ติดผลแล้วประมาณหนึ่งเดือนเนื่องจากเป็นช่วงที่ผลมังคุดมีการพัฒนาและเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วซึ่งจะต้องได้รับธาตุอาหารอย่างเพียงพอ โดยทั่วไปธาตุที่ต้องการในปริมาณมาก ได้แก่ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม ดังนั้นการใส่ปุ๋ยที่มีธาตุครบสามตัวก็จะตอบสนองความต้องการของผลมังคุดได้ดี อย่างไรก็ตามหากมีผลวิเคราะห์ดินและผลการวิเคราะห์ตัวอย่างใบมังคุดเป็นข้อมูลประกอบด้วย ก็จะช่วยให้บริหารจัดการและกำหนดปริมาณและชนิดของปุ๋ยที่จะต้องใส่ได้ดีขึ้น โดยหากไม่มีผลการตรวจวิเคราะห์ดังกล่าวก็อาจสังเกตจากลักษณะของใบมังคุดได้ หากใบมังคุดมีความสมบูรณ์มาก อาจไม่จำเป็นต้องใส่ปุ๋ยเลยหรือใส่ในปริมาณที่ลดลงจากคำแนะนำทั่วไป หากใบพืชมีอาการบ่งชี้บางอย่างก็ควรตรวจสอบข้อมูลว่าเป็นอาการของการขาดธาตุอาหารหรือไม่ ถ้าใช่ก็ควรตรวจสอบต่อไปว่าเป็นอาการของการขาดธาตุชนิดใด ซึ่งจะต้องสังเกตลักษณะต่างๆหลายอย่างประกอบกัน เช่นตำแหน่งของใบที่มีอาการ การเกิดอาการมีทั่วไปทุกต้นเหมือนกันหรือไม่ มีปัจจัยอื่นที่อาจทำให้เข้าใจผิดหรือไม่ เช่น มีศัตรูพืช เช่นโรคหรือแมลงหรือไม่ มีการใช้สารเคมีบางอย่างในช่วงนั้นหรือไม่

 

หลักการสังเกตเบื้องต้นเกี่ยวกับดำแหน่งของใบที่มีอาการคือ ถ้าพบอาการในใบแก่ พืชอาจขาดธาตุ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส หรือ โพแทสเซียม หากพบที่ยอดอ่อนก่อน พืชอาจจะขาดแคลเซียมหรือโบรอน รวมถึงจุลธาตุอื่น ๆ เช่น เหล็ก ซัลเฟอร์ ทองแดง สังกะสี และแมงกานีส

 

เมื่อพบอาการที่ใบแก่ หากสังเกตเห็นว่าใบเหลืองหรือมีสีอ่อนลงทั่วทั้งใบ และอาจมีขาดเล็กกว่าปรกติ พืชน่าจะขาดไนโตรเจน หากมีอาการใบไหม้ที่ขอบและเส้นกลางใบ ใบแก่มีขนาดเล็กกว่าปรกติ และร่วงง่าย น่าจะขาดฟอสฟอรัส หากมีอาการไหม้ที่ปลายและขอบใบและลามไปที่กลางใบ ใบม้วนขึ้น ก้านใบงอโค้ง เป็นอาการขาดโพแทสเซียม

 

อาการที่ชาวสวนพบบนใบพืชอาจไม่ได้หมายความว่าดินขาดธาตุดังกล่าวเหล่านั้น แต่อาจเกิดขึ้นจากการจัดการบางอย่างไม่เหมาะสมก็เป็นได้ เช่นอาการขาดโพแทสเซียมที่ใบอาจเกิดจากการขาดน้ำหรือได้รับน้ำไม่เพียงพอ หรืออาการขาดฟอสฟอรัสอาจเกิดขึ้นจากการที่ดินมีสภาพเป็นกรดมากเกินไป ดังนั้นการสังเกตพบอาการในเบื้องต้น ชาวสวนจะต้องตรวจสอบสาเหตุอื่น ๆ ประกอบด้วย ทั้งนี้เพื่อสามารถจัดการได้อย่างเหมาะสมและไม่เป็นการเพิ่มต้นทุนของชาวสวนเกินความจำเป็น

 

 

 

นอกจากการให้น้ำและปุ๋ยในช่วงนี้แล้ว ชาวสวนก็ควรมีการดูแลป้องกัน หรือกำจัดศัตรูพืชด้วย แมลงที่เป็นศัตรูสำคัญในช่วงนี้ได้แก่ เพลี้ยไฟ เพลี้ยแป้ง ไรแดง และมด การดูแลอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้สามารถทำการป้องกันและกำจัดศัตรูพืชได้ก่อนที่จะเป็นปัญหารุนแรง และไม่ต้องมีการใช้สารเคมีมากจนเกินจำเป็น การใช้กับดักแมลงเป็นวิธีที่จะช่วยให้สามารถตัดสินใจในการใช้สารเคมีได้อย่างเหมาะสม